เอนทรี่นี้พักจากรูปวาดนะคะ ตามที่ได้สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะอัพบล็อกเกี่ยวกับความคิดเห็นเรื่องเพศ (รับวาเลนไทน์)
เพราะรำคาญข่าวที่แสดงความงี่เง่าของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราเอาซะมากๆ ....
จริงๆก็ไม่ใช่เฉพาะกับเรื่องเคอร์ฟิวสี่ทุ่ม แต่เป็นเรื่องที่เรารู้สึกมาได้หลายปีแล้วเกี่ยวกับวัฒนธรรมเรื่องเซ็กซ์
แบบไทยอนุรักษ์นิยมชนชั้นกลาง ... ว่าแต่เรื่องเหล่านี้มันเกี่ยวอะไรกับเอนทรี่นี้ล่ะ ? เอนทรี่นี้จะมารีวิวหนัง
เรื่องนึงที่เพิ่งจะได้ดูเมื่อไม่นานมานี้คะ ชื่อเรื่องว่า Les Bureaux de Dieu หรือแปลเป็นไทยได้ว่า
 
 "สำนักงานของพระเจ้า"
 
 
 
ทุกเรื่องที่ทุกคนอยากรู้เกี่ยวกับผู้หญิง แต่ไม่กล้าพอที่จะถาม
Les Bureaux de Dieu - 2008
 
 
 
          เนื้อเรื่องของหนังทั้งเรื่องเกิดขึ้นในสำนักงานให้คำปรึกษาด้านครอบครัวแห่งหนึ่ง เล่าเรื่องแบบกึ่งสารคดี
ผ่านการพูดคุยระหว่างคนให้คำแนะนำกับคนมาใช้บริการ หรือระหว่างคนที่ทำงานในสำนักงานนั้นเอง
พูดตรงๆว่าหนังไม่สนุก (ก็แหงล่ะ แต่ละประเด็นชวนเครียดทั้งนั้น) แต่ทั้งๆที่มีคนมาพูดคุยให้เราฟังทั้งเรื่อง
กลับกลายเป็นว่าแทนที่จะเบื่อดันน่าติดตามซะงั้น
 
 
          เคสต่างๆในหนังครอบคลุมปัญหาเรื่องเซ็กซ์เท่าที่ผู้หญิงพึงจะมี   เด็กสาววัยรุ่นมาขอรับยาคุมครั้งแรก
  เด็กอายุ 17  ท้องแต่ต้องการทำแท้งเพราะมีลูกแล้วคนนึง ป้องกันแล้วแต่เมนส์มาช้าสี่วัน
ชายหนุ่มที่อยากมาตรวจเช็คว่าฝ่ายหญิงยังซิงจริงหรือไม่   ลืมกินยาคุมถุงยางแตก  ยาคุมหายมาขอใหม่
เด็กหญิงอายุ 15 ที่โดนคลุมถุงชนเพื่อวีซ่าเข้าประเทศ  ..... ฯลฯ
เอาเป็นว่านี่คือหนังเพศศึกษาที่ใส่ความรู้ด้านเพศศึกษาและการคุมกำเนิดอย่างเข้มข้
แต่ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นมากกว่าสารคดีด้านเพศศึกษาล่ะ ?
 
 
 
 
         การสอนเพศศึกษาในรูปแบบต่างๆที่เราพอจะรู้จัก ไม่ว่าจากครูสุขศึกษา หนังสือกระทรวง หรือสิ่งที่จารีต
ของเราพร่ำสอน รูปแบบเหล่านั้นเป็น "เนื้อหาความรู้" ที่บางครั้งก็ไม่ได้พูดถึง "ความเป็นมนุษย์" ผลที่ตามมาก็
คือการที่เรามีทัศนคติต่อเรื่องเซ็กซ์ในมุมมองของคนนอก - ไม่รู้ ไม่เข้าใจ จนกว่าจะได้เจอปัญหาเหล่านั้นกับตัว 
 
ดังนั้นปัญหาของตัวละครแต่ละตัวจึงไม่ใช่ "ปัญหา" ล้วนๆ เพียงอย่างเดียว แต่หนังได้ใส่ "ความเป็นมนุษย์"
เข้าไปในตัวละครที่มาขอคำปรึกษาด้วยเช่นกัน  ...  ในเคสของเด็กผู้หญิงที่มาขอยาคุมจึงไม่ใช่แค่เรื่องวิธีการใช้
ยาคุม แต่เราจะได้รับรู้ด้วยว่าที่บ้านคิดกับเธออย่างไร อะไรทำให้เธอต้องการรับยาคุม เธอรู้สึกยังไงกับคำพูด
ของแม่ที่ด่าว่าเธอเป็นกะหรี่ตัวแม่ หรือในกรณีของหญิงสาวที่ท้องอย่างไม่ตั้งใจกับเพื่อนสนิท เราไม่ได้รู้แค่เธอมี
ทางเลือกไหนบ้างในการทำแท้ง เพราะหากมองเข้าไปในแววตาเราจะเห็นได้ว่าการตัดสินใจเรื่องต่างๆ บางครั้ง
มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนที่สังคมเราเข้าใจเลยด้วยซ้ำ
 
 
 

           สิ่งที่เราชอบจากหนังเรื่องนี้ก็คือ ต่อให้เป็นสถาบันให้คำปรึกษา
แต่คำแนะนำทุกอย่างกลับไม่ใช่คำแนะนำประเภทที่ว่าเธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ...
 
สิ่งที่ผู้มารับคำแนะนำได้กลับไปกลับเป็นคำถาม ซึ่งคนที่จะตอบและตัดสินใจก็คือตัวของพวกเธอเองเท่านั้น  
 
 
พระเจ้าในหนังเรื่องนี้จึงเป็นตัวเธอเอง
 
 
          เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจก็คือบริบทของสังคมในเรื่องที่ถึงแม้จะเป็นสังคมฝรั่งก็ยังมีปัญหาที่เหมือน
สังคมไทย เช่นเรื่องที่บ้านไม่ยอมรับให้ลูกสาวมีความสัมพันธ์ทางเพศ แต่ปัญหาบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับ
ความเข้มงวดของวัฒนธรรมก็สื่อออกมาผ่านวัฒนธรรมอาหรับ (อย่างในเรื่องจะเป็นชาวอัลจีเรีย) 
และจะเห็นได้ว่าบางปัญหาเป็นปัญหาที่เล็กมากๆ แต่คนบ้านเขาก็เลือกที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ดูแล้วก็ชวนนำมาเปรียบเทียบกับสังคมไทยอยู่ไม่น้อย อย่างจุดที่แตกต่างมากๆก็เช่นการทำแท้งถูกกฏหมาย
และบริการคุมกำเนิดฟรีสำหรับผู้เยาว์    แต่ที่ จขบ คิดว่าแตกต่างที่สุดและเห็นชัดที่สุดก็คือเรื่องของ
"สิทธิในการเลือก" ที่เป็นทางออกสุดท้ายของปัญหาทุกปัญหา ....
ซึ่งแอบรู้สึกได้ว่าผู้หญิงบ้านเขามีสิทธิในร่างกายตัวเองมากกว่าบ้านเราเยอะ
 
 
         ถ้าให้พูดถึงประเทศไทย บางครั้งก็แปลกที่ผู้หญิงกลับถูกกีดกันออกจากความรู้เรื่องเพศศึกษาโดยอ้อมๆ
ด้วยเหตุผลที่ว่ารู้มากไปก็กลัวคนมองไม่ดี หรือทั้งๆที่รู้ก็กลับปฏิบัติตามไม่ได้อย่างเช่น
การกินยาคุมแบบหลบๆซ่อนๆ จนบางครั้งเราเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตกลงแล้วร่างกายของเราเป็นของเราจริงๆ
หรือว่าเป็นของสาธารณะที่สังคมสามารถวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมการใช้งานของเราได้อย่างสนุกปากกันแน่ 
 
 
ซึ่งบางครั้งตามใจสังคมมากเกินไป พอเราเกิดปัญหาขึ้นมาเมื่อไหร่ .... สังคมดันไม่ช่วยอะไรเลยนี่สิ
 
 
 
 
 
อ๋อลืมไปว่า เราอยู่ในสังคมของพระเจ้านั่นเอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ปล. บล็อกกว้างมาก ไม่เอื้อต่อเนื้อหาที่มีตัวหนังสือเยอะจริงๆ อ่านยากขออภัยค่ะ
ปอ. อันนี้แค่เกริ่นนำนะ ที่อยากเขียนจริงๆมีล้านแปด แต่โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

อุ้ย เรื่องนี้ว่าจะเอาไปเขียนบล็อกพอดี (เกี่ยวกับเรื่องทำแท้งเสรี) เราคิดว่าผู้หญิงมีสิทธิที่จะเลือกเป็นแม่ หรือไม่เป็นแม่ได้ด้วยตัวเองนี่แหละ สำคัญที่สุด เพราะประเทศเรากระแดะ สังคมชอบบีบคั้น ห้ามทำแท้ง เพราะจะผิดศีล นู่นนี่นั่น ใช้เหตุผลว่าเพราะนี่เป็นเมืองพุทธ (แล้วยังไงวะ) แต่พอเด็กเกิดมา สังคมไม่ได้มาช่วยจ่ายค่าคลอด ค่าเทิอมโรงเรียนอนุบาล ค่าอาหารกลางวัน สังคมชอบมายุ่มย่ามกับสิทธิส่วนบุคคล แล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรต่อเลย เฮ้อ สังคมป่วยๆ

#6 By bellbell on 2012-02-19 03:10

cry

#5 By illman on 2012-02-13 23:29

(ขี้เกียจล็อคอิน...)
ชื่อหนังกระแทกตับดีจัง

ชอบหลายๆ ประโยคที่นานาเขียนมาในเอนทรี่นี้ และเห็นด้วย
ถ้านานาจะเขียนประเด็นที่อยากพูดต่อๆ ไปก็จะติดตามอ่านไปเรื่อยๆ ค่ะ

ปล.บลอคกว้างๆ สำหรับเราสบายตาดีนะ

#4 By ลี้ (103.10.228.235) on 2012-02-13 22:36

#2 จริงๆ จขบ สนับสนุนให้มีการทำแท้งอย่างถูกกฏหมายนะคะ อย่างน้อยๆก็จะได้มีสิทธิทำแท้งปลอดภัยจากโรงพยาบาล ( เคยคุยเรื่องนี้กับคนฝรั่งเศส เค้าบอกว่าผู้หญิงที่อยู่ในประเทศที่ทำแท้งไม่ได้นี่น่าสงสารจัง ประมาณนั้น ซึ่งเราก็เห็นด้วยอะนะ) แบบเอาจริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ได้มีใครอยากทำแท้งหลายรอบหรอกมั้งนะ sad smile

#3 By นานาาา on 2012-02-13 22:29

ผมอยากบอกว่า ทำงานขายยา เจอคนมาหาซื้อยาทำแท้งบ่อยมาก เด็กๆทั้งนั้นเลย เครียดจริงๆ sad smile Hot!

ในเน็ตขายกันเกลื่อนเลย ไม่รู้ทำมัยไม่จับกัน sad smile

#2 By rerigioz on 2012-02-13 21:03

น่าดูแฮะ มันจะมีซับไทยให้หาดูมั้ยเนี่ยHot!

#1 By Linghokkalom on 2012-02-13 18:04